รากเหง้าความตึงเครียดอาหรับ VS อาหรับในอ่าวเปอร์เซีย

parstoday  – สื่อกาตาร์ประกาศข่าวด่วนว่า  ชีค “ตะมิมบินฮัมด์อัลษานี” ประมุขของประเทศกาตาร์ ในวันนี้ 6 มิถุนายน 2017 ออกคำสั่งไปยังกองกำลังติดอาวุธให้เตรียมพร้อมอย่างเต็มรูปแบบในการรับมือกับการรุกรานที่จะเกิดขึ้นต่อกาตาร์

ในเวลาเดียวกันประมุขกาตาร์ ได้ตกลงและอนุญาตให้มีการผนึกกองกำลังกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ชายทะเล และกองกำลังติดอาวุธที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางทหารที่อาจจะเกิดขึ้น

คำสั่งของประมุขกาตาร์ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างประเทศของตนกับสามประเทศ ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซียที่ได้มาถึงจุดเดือดอย่างเต็มทน การตัดสินใจของประมุขกาตาร์ในขณะที่คูเวตจะยังคงพยายามที่จะเป็นสื่อกลางระหว่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์อย่างต่อเนื่อง

คำถามที่สำคัญก็คือว่า รากเหง้าของความตึงเครียดอาหรับ – อาหรับคืออะไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ?

ปัจจัยแรก  รากเหง้าของความตึงเครียดครั้งนี้เกิดจากนโยบายต่างๆของซาอุดีอาระเบียในกรอบของคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย  โดยที่ราชวงศ์ซาอุ จะแสดงพฤติกรรมกับสมาชิกชาติอ่าวเปอร์เซียเหมือนกับประเทศที่ตกอยู่ในการครอบงำและได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ในขณะที่แต่ละประเทศเหล่านี้มีความเป็นอิสระและเป็นเอกเทศ

ปัจจัยที่สอง คือความคัดแย้งระหว่างกาตาร์และสามมุมประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย, UAE และบาห์เรนในสภาคณะมนตรีความมั่นคงอ่าวเปอร์เซียเกี่ยวกับปัญหาในระดับภูมิภาค  ในหมู่สามมุมดังกล่าวประเด็นกลุ่มภราดรภาพมุสลิมและฮามาสเป็นมุมมองที่อาหรับคัดค้านและต่อต้าน และรูปแบบความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ทั้งหมดเป็นปมหลักแห่งความขัดแย้งระหว่างกาตาร์และคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย

ในขณะที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย UAE และบาห์เรน มีความเชื่อมั่นว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมและฮามาส ถูกจัดอยู่ในกลุ่มก่อการร้าย  นอกจากนี้รัฐบาลกาตาร์ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มภราดรภาพและฮามาส ด้วยเหตุนี้เอง ก่อนหน้านี้ในปี 2014 ที่ได้เกิดวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างกาตาร์กับสามชาติในคณะมนตรีความร่วมมือ อ่าวเปอร์เซีย  และประเทศเหล่านี้ก็ได้เรียกทูตของพวกเขาออกจากโดฮา

ในขณะที่รัฐบาลกาตาร์ ในขณะที่เกิดเหตุการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปี 2011  ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ  ได้ใช้วิกฤติดังกล่าวเป็น “โอกาส” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค  ส่วนซาอุดีอาระเบีย ยูเออีและบาห์เรนอยู่ในหมู่ที่ฝ่ายตรงข้ามหลักของการประท้วง

ในขณะที่ทั้งสามประเทศซาอุดีอาระเบีย UAE และบาห์เรนเชื่อว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านกำลังทำหน้าที่ในการ “สร้างความตึงเครียด” ในภูมิภาคและพยายามลดระดับของความสัมพันธ์กับกรุงเตหะราน ไม่เพียงแต่รัฐบาลกาตาร์ไม่เชื่อคำพูดดังกล่าว แต่กาตาร์เชื่อว่าอิหร่านเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคซึ่งมีผลกระทบในเชิงบวกต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการขยายตัวของความสัมพันธ์กับกรุงเตหะรานอีกด้วย

ในเรื่องนี้ขณะที่ประมุขของกาตาร์ ในวันนี้ได้มีคำสั่งให้กองกำลังทหารว่า “หากเห็นเรือลำใดทั้งเรือของพลเรือนหรือเรือทหารที่แล่นเข้าสู่น่านน้ำกาตาร์โดยไม่ได้รับการประสานมาก่อนจากส่วนตะวันตกและตะวันออกก็สามารถที่กำหนดเป้ายิงได้ในทันที”  ส่วนเรือที่แล่นเข้ามาจากชายแดนกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้รับข้อยกเว้น

ปัจจัยที่สาม  ของความตึงเครียดระหว่างกาตาร์และสามประเทศซาอุดีอาระเบีย ยูเออีและบาห์เรน คือ นโยบายการแทรกแซงของอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ความตึงเครียดล่าสุดเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากการมาเยือนของ       โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีของอเมริกาไปยังริยาด ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอ่างรุนแรงระหว่างกาตาร์และ อีกสามสมาชิก คณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย  โดนัลด์ทรัมป์ในการเดินทางครั้งนี้มีนโยบายระดับภูมิภาคเหมือนกับซาอุดีอาระเบีย โดยได้ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายระกับภูมิภาคของกาตาร์ ทำให้เจ้าหน้าที่กาตาร์ต้องออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อประเด็นดังกล่าว ซึ่งปฏิกิริยานี้ยังนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างกาตาร์และสามประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย

 

ที่มา..http://www.abnewstoday.com/

4633 Total Views 3 Views Today