ชุมชนสันติวิธีกับการเมืองสันติสุข-สันติภาพ ปาตานี-ชายแดนใต้

การเสวนา หัวข้อ…”ชุมชนสันติวิธีกับการเมืองสันติสุข-สันติภาพ ปาตานี-ชายแดนใต้” จัดโดย สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ในเวทีมอบประกาศนียบัตรและนำเสนอนโยบายสาธารณะ เมื่อ วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ที่ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

ทั้งนี้ มีวิทยากรที่ร่วมเสวนาคือ -นาวาเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม / หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้

-.อาจารย์อาทิตย์ ทองอินทร์ / อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
– ตูแวดานียา ตูแวแมแง / ผอ.สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา
ดำเนินรายการโดย คุณปรัชญา โต๊ะอีแต


ที่มา…http://122.155.92.12/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNSOC6003210010017

นาวาเอกจักรพงษ์  อภิมหาธรรม / หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับงานของ สล.3 เป็นงานระดับพื้นที่ เป็นการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230 มีแม่ทัพภาคที่4 เป็นหัวหน้าคณะ และประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักวิชาการจาก 5 มหาวิทยาลัยในพื้นที่  ภาคประชาชน ตัวแทนจากองค์กรประชาสังคมหรือ CSO คือ จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ มากว่า 500 องค์กร

นาวาเอกจักรพงษ์ ได้ขยายความต่อว่า งานหลักที่สำคัญของ สล.3 คือ ต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลต่อการพูดคุยในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข ส่วนงานที่กำลังดำเนินการ คือการลงไปรับฟังความคิดเห็นในชุมชนโดยตรง จึงเป็นที่มาของงานสันติวิธีชุมชน 4 ประการ ดังนี้

1.งานเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ในกระบวนการพูดคุยและกระบวนการสันติภาพ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย 15 กลุ่ม ที่เป็นส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ภาคประชาสังคม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนระดับรากฐาน

2.งานให้องค์ความรู้ ทางวิชาการ เกี่ยวกับความขัดแย้ง ซึ่งนาวาเอกจักรพงษ์ ได้ยกทฤษฎีของ ซิกมัน ฟรอยด์ ที่กล่าวถึง การออกจากวงจรของความขัดแย้งมาอธิบายประกอบบนเวทีด้วย

3.งานส่งเสริมและร่วมมือกับ ภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอ เพื่อขอความช่วยเหลือความร่วมมือในส่วนที่รัฐเข้าไปไม่ถึง อีกทั้งเชื่อมประสาน ขอร่วมกิจกรรมที่ทางภาคประชาสังคมมีอยู่แล้ว มาทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

4.งานลงพื้นที่สู่ชุมชนโดยตรง เพื่อนำข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเสนอต่อ คณะ สล.2 หรือ คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อมูลชุดนี้จะถูกนำขึ้นโต๊ะพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป

ซึ่งการดำเนินการของ สล.3 จะลงไปในพื้นที่ทั้งสามจังหวัดและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ให้ครบ โดยผ่านกิจกรรม ที่ใช้ชื่อว่า “กำปงกีตอ”

อย่างไรก็ตามนาวาเอกจักรพงษ์ ได้กล่าวตอนท้ายถึงความท้าทายของงานสันติวิธีชุมชนว่า เป็นงานใหม่ที่มีความท้าทายต่อการสร้างให้เกิดสันติสุขชายแดนใต้ ซึ่งงานที่รัฐต้องดำเนินการ คือ หนึ่ง งานรักษาความปลอดภัย อย่าให้มีเหตุ สอง งานพัฒนา ตั้งแต่ระดับมหาภาคจนถึงระดับจุลภาค สามงานสร้างความเข้าใจต่อระดับในพื้นที่ นอกพื้นที่(ประเทศไทย) ต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ และสี่ เพิ่มเติมเข้ามาคือ งานพูดคุยเพื่อสันติสุข โดยงานที่ 1-3 จะต้องยึดโยงกับที่ 4   นโยบายที่ออกมา จะต้องนำไปสู่การปฏิบัติ คือจะต้องออกจากความขัดแย้งโดยยั่งยืน


ที่มา…http://www.fatonionline.com/wp-content/uploads/2015/12/1149003_1414136955464885_1413223424_n.jpg

ตูแวดานียา ตูแวแมแง / ผอ.สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา

ตูแวดานียา กล่าวว่า  การที่ได้จัดให้มีโครงการ “กำปงดามัย” นั้น มาจากอิทธิพลของการพูดคุยสันติภาพ เมื่อปี 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ระหว่าง ขบวนการบีอาร์เอ็นกับรัฐไทย  เมื่อมีการตื่นตัวทางการเมืองหลังการพูดคุยสันติภาพในปีนั้น ทำให้มีกระแสการตอบรับสูงจากทุกภาคส่วน เราสัมผัสได้ว่า ประชาชนมีความต้องการในการรับรู้ว่าตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไรต่อการพูดคุยสันติภาพที่จะเกิดขึ้น

ช่วงนั้นเรามีการเปิดเวทีสาธารณะ “บีจารอปาตานี” ลงพื้นที่ทั้งหมด 68 เวที ภายในระยะเวลาหนึ่งปี แต่มาชะงักเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2557  อีกเหตุผลหนึ่งที่มีการยกเลิกเวทีบีจารอปาตานี เพราะมีผลข้างเคียงที่ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบหลังจากมีเวทีบีจารอปาตานี คือมีการกดดันจากเจ้าหน้าที่ต่อพื้นที่ชุมชนนั้น เราจึงเปลี่ยนวิธีการมาทำกิจกรรมเน้นคุณภาพ นั่นคือ “กำปงดามัย” นี้ ซึ่งเลือกพื้นที่นำร่อง 4 พื้นที่

อย่างไรก็ดีชาวบ้านที่เกาะติดสถานการณ์และติดตามข่าวสาร ส่วนใหญ่คือประชาชนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่สีแดง และการตื่นตัวทางการเมืองมาจากบาดแผลที่เกิดจากความรุนแรง อีกทั้งขาดการสื่อสารอธิบายให้คนนอกเข้าใจจากคนใน ดังนั้นกำปงดามัยจึงเป็นโครงการที่จะไปหนุนเสริมศักยภาพของชาวบ้าน เพื่อให้เกิดสถานะทางการเมือง เมื่อชาวบ้านมีสถานะทางการเมือง ก็จะเกิดพื้นที่ทางการเมือง และเมื่อมีพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่สันติวิธีก็จะเกิดขึ้น

ตูแวดานียา กล่าวทิ้งท้ายว่า นัยยะสำคัญของโครงการกำปงดามัย ผ่านหลักสูตรที่ไปร่วมเรียนรู้กับชุมชน การใช้ภาษาทางวิชาการที่ย่อยให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายแบบภาษากำปงๆ(ท้องถิ่น) คือการพยายามที่จะชี้ว่า ถ้ายังมีการพูดคุยสันติภาพแต่ไม่มีการยึดโยงกับชุมชน ก็จะกลายเป็นกระบวนการสันติภาพที่เห็นแค่เปลือกนอก หล่อเลี้ยงกระแสไปวันๆเท่านั้นเอง

ส่วนความท้าทายของกำปงดามัย ตูแวดานียา เสนอให้มีการจัดสมดุลระหว่างสถานะเก่า-สถานะใหม่ ของผู้เข้าร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งแก่คณะทำงานที่ดำเนินโครงการอีกด้วย


ที่มา..http://www.publicpostonline.net/7415

อาจารย์อาทิตย์ ทองอินทร์ / อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

อ.อาทิตย์ กล่าวว่า โครงการของทั้งกำปงดามัยและกำปงกีตอ มีความเหมือนกัน คือจุดประกายบางอย่างมาจากการพูดคุยในทางเปิด และต่างก็เป็นข้อต่อสำคัญในการรวบรวมซุ้มเสียงของผู้คนระดับฐานรากส่งต่อไปยังโต๊ะพูดคุยหรือส่งต่อไปยังผู้อำนาจตัดสินใจ ซึ่งการจะส่งซุ้มเสียงในพื้นที่ที่มีความอัดอั้น ความคับข้องใจ  จะต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ จะต้องไม่รู้สึกลักลั่นจากสิ่งที่ชุมชนมีวิถีอยู่แล้ว คือต้องสอดคล้องระหว่างกิจกรรมของโครงการดังกล่าวกับกิจกรรมปกติของชาวบ้านที่กำลังดำเนินอยู่

ความเป็นสังคมชุมชนกับอำนาจของรัฐ เมื่อในอดีตมันมีการทาบทับกันอยู่ แต่เมื่อความเป็นรัฐสมัยใหม่เข้ามา มันก็เลยแยกออกมา โดยกลไกของรัฐมีบทบาทนำความเป็นชุมชน เช่นกิจการสาธารณะของรัฐ คือรูปธรรมชัดเจน ซึ่งในขณะที่สมัยก่อนที่จะมีการจัดระบบของรัฐสมัยใหม่ สังคมมีอำนาจในการจัดการตนเอง

ถึงกระนั้นเราก็ไม่ได้บอกว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ข้อดีคือความเป็นรัฐมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ข้อเสียคือหลายๆอย่างมันไม่สอดคล้องกับวิถีของสังคมนั้นๆ ดังนั้นลักษณะของสองโครงการระหว่างกำปงดามัยกับกำปงกีตอ จึงเสมือนว่าเดินด้วยกัน แต่ใช้ถนนคนละเส้นที่สำคัญเท่าๆกัน

ด้านการทำงานของกำปงดามัย การขยายพื้นที่ที่มีขอบเขตในทางกายภาพมันมีความอ่อนไหว ซึ่งกระแสความหวาดระแวงของผู้คนตรงนี้ ผมคิดว่าทางสล.3 จะต้องช่วยหนุนเสริมโครงการกำปงดามัย เพื่อให้สอดประสานกับการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลต่อการพูดคุยในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข  ถ้ามันเวิร์กก็จะได้ขยายไปพื้นที่ต่อไป ถ้าไม่เวิร์กก็มาทบทวนกันใหม่ ส่วนในแง่ขององค์ความรู้เรื่องเนื้อหาก็อาจจะปรับไปหาเนื้อหาที่เป็นประเด็นเบาขึ้น

โจทย์สำคัญคือเราจะเชื่อได้ไงว่าข้อมูลที่เราได้เป็นความคิดความรู้สึกของผู้คนจริงๆ ผมมีข้อเสนอสองวิธีการที่จะเสนอ คือวิธีแรกการเลือกใช้คำ ที่จะส่งผลต่อการแสดงถึงการแสดงออกทางการเมืองซึ่งจะไปกำหนดกติกาบางอย่างที่จะเข้าไปในพื้นที่ เช่น การใช้คำว่า “การลงพื้นที่” อาจเปลี่ยนไปใช้ “การเข้าพื้นที่”แทน   วิธีการที่สอง คือการเข้าไปดูในชุมชนจากข้างใน หรือคนในชุมชนนั้นๆต้องทำโครงการเอง ต้องมองความรู้สึก มองการรับรู้จากข้างหลัง ที่ไม่ใช่การมองซึ่งๆหน้า

อ.อาทิตย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การมีกิจกรรมที่จะสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันนั้น อาจจะไม่ต้องถึงขนาดรักกันปานจะกลืนกิน แต่สิ่งสำคัญนอกจากองค์ความรู้ที่เข้าไปมอบให้ชาวบ้านแล้ว ต้องมีการมอบความหวัง หรือฟื้นคืนความหวัง คืนความเชื่อมั่นในตนเองที่ชาวบ้านในชุมชนเหล่านั้นมีต้นทุน มีพลังบางอย่างอยู่แล้ว เช่น การสร้างหลักประกัน เมื่อมีคนแสดงความคิดเห็นแล้วเป็นความคิดเห็นที่ต่างจากรัฐ เขาจะไม่ถูกแบล็คลิสต์  เพราะนั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นจริง เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

7105 Total Views 1 Views Today