“เพื่อน ความหวัง” หลักคิดสำคัญ ในกิจกรรมการเมืองชุมชนชายแดนใต้

โดย ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ

“เมืองไทยคือเมืองพุทธ” คนไทยนิยามอัตลักษณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองของตัวเองมาตั้งแต่อดีต

ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐที่มีความเป็นไทยพุทธ ลงมาทางใต้ ณ ปัตตานี ยะลาและ

นราธิวาส ดินแดนที่มีอัตลักษณ์มลายูมุสลิมปะทะขัดแย้งกับอำนาจรัฐพุทธไทยมาตลอดระยะประวัติศาสตร์ระลอกแล้วระลอกเล่าจนถึงปัจจุบัน ความรุนแรงและการสูญเสียกว่า 6 พันชีวิตจากปี 2547 จึงเป็นผลจากปฎิกริยาล่าสุด

ความขัดแย้งเกิดขึ้นกับทุกบริบทในโลกทุกวี่วัน ระหว่างบุคคลกับบุคคล กลุ่มคนหนึ่งกับอีกกลุ่มคนหนึ่ง ชาติพันธุ์หนึ่งกับอีกชาติพันธุ์หนึ่ง รัฐชาติหนึ่งกับอีกรัฐชาติหนึ่ง ศาสนาหนึ่งขัดแย้งกับอีกศาสนาหนึ่ง นิกายหนึ่งก็ขัดแย้งกับอีกนิกายหนึ่ง อุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่งปะทะกับอีกอุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ชาติพันธุ์และศาสนาของชนส่วนน้อยกระทบกระทั่งกับชาติพันธุ์และศาสนาหลักของความเป็นรัฐชาติ ความเป็นรัฐชาติและศาสนาก็กระทบกระทั่งกับความเป็นโลกาภิวัตน์ ขัดแย้งกันสะท้อนกลับไปกลับมา

สงครามกลางเมือง สงครามระหว่างชาติพันธุ์  สงครามศาสนา สงครามระหว่างรัฐชาติ สงครามโลก รวมถึงการก่อการร้าย ล้วนนับเป็นบทเรียนนับครั้งไม่ถ้วนของการใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้ง ผลคือผู้คนล้มตายเป็นเบือ

การจัดการความขัดแย้งจึงเป็นศาสตร์ที่ผู้คนในโลกให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ คือ เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรด้วยการเคารพและเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางความเชื่อและรู้สึกว่าเราต่างได้รับความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน

“นักการทหารจะคิดถึงแต่ประเด็นของการสงครามเป็นด้านหลักแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ได้ หากแต่จะต้องคิดถึงสันติภาพที่จะเกิดขึ้นหลังจากการยุติของสงครามด้วย เช่นเดียวกับนักสันติภาพจะคิดถึงแต่สันติภาพ โดยไม่ได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของโลกแห่งสงครามก็ไม่ได้”

เพราะความจริงอันเลวร้ายที่ต้องยอมรับก็คือ สันติภาพคือผลผลิตจากการสงคราม และในทำนองเดียวกันนี้เองสันติภาพที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นจุดกำเนิดของสงครามได้ด้วย ดังนั้นการคิดถึงสงครามอย่างสุดขั้ว หรือการคิดถึงสันติภาพอย่างสุดโต่ง อาจจะเป็นกระบวนการคิดที่เลื่อนลอยและไม่เป็นประโยชน์เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระบวนการคิดในเรื่องนี้ไม่สามารถสนธิปัญหาสงครามและสันติภาพให้เข้าด้วยกันได้” (สุรชาติ บำรุงสุขจุลสารความมั่นคงศึกษา พฤศจิกายน 2553 ฉบับที่ 85 “ปกิณกะสงคราม” หน้า 24)

แม้บรรยากาศเสรีภาพทางการเมืองของไทยค่อนข้างจำกัด แต่หลักคิดเกี่ยวกับสันติสุข สันติวิธี สันติภาพ สิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง ฯลฯ ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นในชายแดนใต้ แต่กระนั้นคนที่พูดถึงก็จำกัดแค่นักวิชาการและภาคประชาสังคม ขณะที่ในชุมชนหมู่บ้านยังเผชิญปัญหาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าปัญหาปากท้องท่ามกลางการแย่งชิงทรัพยากร การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงเกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายพิเศษจากรัฐ บางผู้คนสิ้นหวัง และอับจนหลักคิดจึงจับอาวุธต่อสู้กับรัฐและตอบโต้กันไปมาไม่มีสิ้นสุดขยายวงกว้างของโศกนาฏกรรมกว่า 13 ปี

“สันติภาพ ต้องไม่ใช่แค่ไม่มีเสียงปืนเสียงระเบิด แต่สันติภาพหมายรวมถึงการรู้สึกของแต่ละผู้คนว่าได้รับความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและศาสนาด้วย”

เป็นประโยคเด็ดที่ ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผอ.สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR) เคยกล่าวออกสื่อบ่อยครั้ง

ย้อนไปในปี 2556 ระหว่างกระบวนการพูดคุยสันติภาพเริ่มขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของไทย ฝ่ายหนึ่ง กับขบวนการปฏิวัติแห่งชาติปาตานี (BRN) อีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีสหพันธรัฐมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ในห้วงเวลานั้นคึกคักไปด้วยความสนใจของผู้คนเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพ โดยภาคประชาสังคมส่วนหนึ่งเดินทางเสวนาสัญจรพูดคุยกับชุมชนต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 64 ครั้งผ่านเวที  BICARA PATANI  ไล่เลี่ยกับการพูดคุยสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ภาคประชาสังคมหนึ่งในนั้น คือ LEMPAR ที่สังเกตเห็นสภาพปัญหาของชุมชน ความคับข้องใจของคนในชุมชนที่คิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงหลักคิดในการแก้ปัญหาของชุมชนค่อนข้างมีจำกัด ขณะที่ชุมชนเองก็โหยหาความหวัง ต้องการเพื่อนที่พยายามเข้าใจและรับฟัง

ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ทรัพยากรเสื่อมโทรม ความยากจน การศึกษา ยาเสพติด ลักขโมย ความขัดแย้งแตกแยกกันในชุมชน การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ถูกปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมจากเจ้าหน้ารัฐ ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ถูกเลือกปฏิบัติ หวาดหวั่นว่าไร้ความปลอดภัยในชีวิตอันเนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบ ฯลฯ หลายชุมชนจึงอยากมีศูนย์เรียนรู้ประจำชุมชน ครั้นรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 การพูดคุยสันติภาพก็สะดุด แล้วกลายเป็นการเริ่มขึ้นของการพูดคุยสันติสุข ระหว่างสมช.กับMARA PATANI องค์กรร่มของขบวนการปลดปล่อยปาตานี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

เพื่อน ความหวัง และนานาหลักคิด เป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการ คือสิ่งที่ LEMPAR สรุปได้

โครงการ (นำร่อง) เครือข่าย “KAMPONG DAMAI” ศูนย์การเรียนรู้วิชาการสันติภาพชุมชน เริ่มดำเนินการในปลายปี 2558 ผ่านการให้ทุนจากโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ระยะขยาย (ช.ช.ต.) ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Local Development Institute-LDI) ซึ่งสนับสนุนโดยธนาคารโลก (World Bank) และกระทรวงการคลังของไทย รวมถึงการได้รับงบดำเนินโครงการฯ จากโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ซึ่งสนับสนุนโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เช่นกัน

การสร้างสันติภาพโดยการมีส่วนร่วมและกำหนดจากประชาชน มุ่งพัฒนาแกนนำชุมชนผ่านการเรียนหลักคิดเชิงวิชาการแขนงต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อเป็นผู้ปฏิบัติงานขับเคลื่อนชุมชน  และสร้างกลไกเชื่อมประสานกับภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนใต้เพื่อร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนงานด้านสันติภาพในเชิงนโยบายสาธารณะ เหล่านี้คือเป้าหมายของโครงการ KAMPONG DAMAI

แค่มีใครสักคนมารับฟังเรื่องราวของเรา เปิดใจและพร้อมเข้าใจเรา แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง อย่างน้อยก็มีเพื่อนคอยรับฟัง

ความหนักใจของชุมชนถูกบอกเล่าผ่านการ FOCUS GROUP ระดมปัญหาและความต้องการของชุมชน ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สะท้อนความเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ ด้านตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สะท้อนความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูทำนา ส่วนตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สะท้อนความเดือดร้อนจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและทรัพยากรในทะเลเสื่อมโทรม

ชุมชนทั้ง 4 พื้นที่มีปัญหาร่วมกัน คือ การขาดการศึกษา ความยากจน การว่างงาน ยาเสพติด การลักขโมย การเป็นแรงงานร้านอาหารในสหพันธรัฐมาเลเซียแบบผิดกฎหมาย และความขัดแย้งกันเองในชุมชน

3 ใน 4 พื้นที่ของ KAMPONG DAMAI เป็นพื้นที่ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ระบุว่าเป็นพื้นที่สีแดงซึ่งขบวนการปลดปล่อยปาตานีมีการเคลื่อนไหว คือ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มีการเกิดเหตุค่อนข้างบ่อยครั้ง หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบังคับใช้กฎหมายพิเศษปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมบ่อยครั้ง และมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ชุมชนหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

การที่มนุษย์ผู้หนึ่งสิ้นหวังกับชีวิต สิ้นหวังกับความเป็นธรรมที่ได้รับจากโลกนี้แล้ว การจับอาวุธเพื่อต่อสู้หรือฆ่าใครเป็นเพียงเรื่องง่ายนิดเดียวหรือเปล่า ความเชื่อถึงการเข้าสวรรค์ในโลกหน้าผ่านการพลีชีพด้วยศรัทธาจึงเป็นความหวังใหม่หลังจากการสิ้นหวังทางโลกแล้ว ?

มองในแง่จิตวิทยา ผู้คนยังมีหวังเพราะศรัทธาในชีวิตคิดว่าพรุ่งนี้จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าวันนี้ ความหวังควรถูกหล่อเลี้ยงให้ดำรงโดยตัวเอง ถ้าตัวเองหมดหวังแล้วความน่าจะเป็นควรมีใครมาประกายความหวังให้ เช่นกันชุมชนควรหล่อเลี้ยงความหวังโดยชุมชนเอง หากชุมชนหมดหวังแล้ว ควรมีใครมาประกายความหวังให้ชุมชน

การสร้างกลไกเชื่อมประสานระหว่างชุมชนกับภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนใต้เพื่อร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนเรียกร้องความเป็นธรรมโดยสันติวิธีในเชิงนโยบายสาธารณะ จึงคล้ายกับประกายความหวัง เล็กๆ ร่วมกันระหว่างเพื่อนและเพื่อน

หลัง FOCUS GROUP ระดมปัญหาและความต้องการจากชุมชนทั้ง 4 จากนั้น LEMPAR ร่วมหลักสูตร KAMPONG DAMAI กับสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) วิทยาลัยประชาชน ปาตานีฟอรั่ม สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน เครือข่ายเยาวชนลุ่มน้ำสายบุรี และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชนนักเรียนปาตานี (PerMAS)

หลักสูตร KAMPONG DAMAI เมื่อผ่านกระบวนการวิเคราะห์กับนักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 5 กลุ่มวิชา รวม 12 วิชา ประกอบด้วย

กลุ่มวิชาสันติภาพและการเมือง  ประกอบด้วย  5 วิชาย่อย คือ วิชานโยบายสันติสุขชายแดนใต้-โครงสร้างและกลไกของรัฐ วิชา Peace Process – กระบวนการสันติภาพเบื้องต้น วิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทยและการเมืองปาตานี วิชา Actor-Relationship Mapping แผนที่ตัวแสดงและความสัมพันธ์ และวิชา Position, Interest, Need and fear จุดยืน จุดสนใจ ความจำเป็นพื้นฐาน และความกลัว ในบริบทความขัดแย้ง

กลุ่มวิชาว่าด้วยการเยียวยากฎหมายและสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย 4 วิชาย่อย คือ วิชาสิทธิมนุษยชนอิสลาม วิชาสิทธิมนุษยชนสากล วิชากฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และวิชาการเยียวยาสภาพจิตใจเบื้องต้น

รวมถึงวิชาว่าด้วยการจัดการองค์กรและการบริหารเครือข่ายชุมชนพลเมือง วิชาการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ และวิชาแนวคิดธุรกิจชุมชนเบื้องต้น แต่กระนั้น 3 ชุมชนมลายูมุสลิมพื้นที่สีแดงทำการเรียนการสอน 3-4 เดือน จนจบหลักสูตร KAMPONG DAMAI ทว่า 1 ชุมชนไทยพุทธกลับมีการเรียนการสอนได้แค่ครั้งเดียว แล้วยุติ

ไม่ควรมีใครสามารถชี้นำ จัดตั้งและครอบงำใคร ไม่มีใครสามารถปลดปล่อยใครได้ แต่ละคนต่างหากสามารถปลดปล่อยตัวเอง ไม่มีใครสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ใครได้ แต่ละคนเองอีกนั่นแหละสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ตัวเอง

การนำเสนอหลักคิดหลายๆ แนว เพื่อความเข้าใจและเสริมวิจารณญาณคิดวิเคราะห์เป็นด้วยตัวเองจึงสำคัญ

 

9978 Total Views 95 Views Today