หลากเสียงหลงจากนักศึกษาชายแดนใต้ คำถามถึง ความปลอดภัยจากพฤติกรรม “ทหารนอกลู่”

ภาพต้นฉบับ : ศูนย์ข่าวอิศรา

กองบรรณาธิการมีเดียสลาตัน

ช่วงสัปดาห์นี้บนหน้าสื่อทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ต่างโหมประเด็นข่าว กรณี ส.อ.ปรีชา อินทะรังษี สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ก่อเหตุใช้อาวุธปืนพก 9 มม. ยิงข่มขู่ใส่ นักศึกษาหญิง น.ส.ฮานาน ซูเดน นักศึกษา ม.อ.ปัตตานี  หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนบริเวณบ้านเช่าของนักศึกษาหญิง บนถนนเจริญประดิษฐ์ หรือ ถนนสาย ม.อ. อ.เมือง จ.ปัตตานี ก่อนจะปรากฏเป็นข่าวได้รับการวิพากษ์วิจารย์จากสาธารณะชนและกดดันภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้เอาผิดทหารผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด

ต่อมา พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี (ผบ.ฉก.ปัตตานี) ได้นำตัว ส.อ.ปรีชา มาแถลงข่าวขอโทษที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยเจ้าตัวอ้างว่ามีอาการมึนเมา แต่ไม่ได้เจตนาทำร้ายใคร ขณะที่สื่อก็นำเสนออีกด้านหนึ่งว่าแท้จริงแล้ว ผู้ก่อเหตุไม่ได้มึนเมา อย่างที่กล่าวอ้าง และ สภ.เมืองปัตตานีก็ได้ตั้งข้อหา ส.อ.ปรีชา เอาไว้ 4 ข้อหา คือ พยายามฆ่า พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ ข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ทำให้เสียทรัพย์ก่อนจะนำสำนวนส่งฟ้องศาลทหาร และดำเนินการลงโทษต่อไป

ภาพรวมๆจากเหตการณ์ครั้งนี้ ต้องยอมรับได้ว่าทำให้เกิดความไม่มั่นใจ และเสียความรู้สึกของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมของทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีพฤติกรรม “นอกลู่” ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดำเนินไปก็มีกลุ่มเสียงหลงมากมายที่ต้องรับฟังโดยเฉพาะเสียงกลุ่มนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษานักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ หรือ นักศึกษาต่างจังหวัดที่มาศึกษาก็ตาม ลองไปฟังหลากมุมมองของพวกเขาต่อเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งกัน

มูฮัมหมัดกัสดาฟี  กูนา นักศึกษาคณะวิทยการจัดการ ม.ราชภัฎนครศรีธรรมราช แต่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ สะท้อนว่า รู้สึกสะเทือนใจต่อพฤติกรรมของ ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงใส่เพื่อนนักศึกษา เจ้าหน้าที่ทหารคือผู้รักษาความปลอดภัยในกับประชาชนในพื้นที่ แต่กลับมาทำเช่นนี้ รู้สึกไม่มั่นใจว่ารัฐตั้งใจจะแก้ปัญหาจริงๆหรือไม่

“โดยเฉพาะเหตุกาณ์แบบนี้เกิดมาจากลุ่มทหารพรานอีกแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวไม่ดีในหลายๆชุมชน จากพฤติกรรมทหารพรานมากมาย หากเป็นไปได้อยากให้ทางรัฐ ช่วยเข้มงวดวินัยของเหล่าทหาร โดยเฉพาะทหารพรานให้มากขึ้น”

 

 

เช่นเดียวกับ มีรีแย  ดอรอแมง คณะมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ ม.ราชภัฎยะลา รู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ที่เพื่อนนักศึกษาได้เจอ แต่ก็รับได้ที่จะบทลงโทษทหารผู้ก่อเหตุควรจะได้รับ ตอนนี้ก็ระแวงทหารมากขึ้น เราเห็นด่านมากมาย เราก็รู้สึกระแวง ครั้งหนึ่งก็เคยโดนแกล้งตอนขับรถผ่านด่าน ทหารเอากรวยมาขวางทางรถจะผ่าน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเขาก็ยิ้มให้ดี เขาคงอยากจะแกล้งหยอกเรา แต่ในพื้นที่ก็มีทหารอีกเยอะที่ค่อยไม่ค่อยให้เกียรติคนในพื้นที่

“ตอนนี้รู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกกลัว โดยเฉพาะทหารพราน เพราะเขาอยู่แบบลึกลับ หลบๆซ่อนๆ ทำให้เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หรือทหารอื่นๆซึ่งเราเห็นเดินพร่านไปทั่วรอบสถาบัน ทำไมเขาไม่อยู่เป็นจุดๆไปบริเวณรอบสถาบันศึกษา”

 

 

 

 

ญาณพัฒน์  สูตรประจัน นักศึกษาต่างจังหวัดซึ่งศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ก็รู้สึกเสียใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ เพราะนักศึกษาหลายคนรู้สึกไม่ปลอดภัย ขณะที่ทหารคือผู้ซึ่งต้องให้ความปลอดภัย มันเลยมีคำถาม เราจะรู้สึกปลอดภัยได้จริงเหรอ ยิ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้สังคมจับตาและตื่นตัวมาก โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ เราก็จะเห็นการโพสต์หลายๆมุม แต่ก็บางทีมันมีการด่วนสรุปข้อเท็จจริงเร็วเกินไป ตรงนี้ที่เราต้องตระหนัก

อย่างไรก็ดี ญาณพัฒน์ ก็เห็นว่า ส่วนตัวพอใจกับการตัดสินความผิดเจ้า

หน้าที่ทหารผู้ก่อเหตุ เพราะเป็นการให้ความยุติธรรมทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายนักศึกษาที่เป็นผู้เสียหาย แต่ภาครัฐจะต้องมีกระบวนการเยียวยาความรู้สึกทังผู้เสียหาย และครอบครัวของเจ้าหน้าที่ผู้ก่อเหตุด้วยเพราะครอบครัวของเขาไม่เกี่ยว แต่อาจจะถูกตราหน้าจากสังคมไปด้วย”

 

 

 

 

ซูไรดา  ดีสะเอะ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ จาก ม.ฟาฏอนี เห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้แม้นจะกระทบกับเพื่อนนักศึกษาไม่กี่คนแต่ส่งผลสะเทือนในวงกว้าง เพราะนักศึกษามีความเกี่ยวโยงกับประชาชน ชาวบ้าน ทั้งมักมีกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านและการเป็นลูกหลานชาวบ้านเอง ขณะเดียวกันนักศึกษาในพื้นที่เองก็มีสถานะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ด้วย

“แต่ต้องมาเจอการทำร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เราเชื่อว่าถูกปลูกฝังในเรื่องการส่งเสริมสันติภาพ หรือ การให้ความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่ คือ ภาพเข้าใจเช่นนี้ พอมาเกิดเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ก็เลยรู้สึกตกใจ เพราะเจ้าหน้าที่เองยังดูแล ควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วจะมาให้ความปลอดภัยประชาชนได้อย่างไร”

ซูไรดา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตอนนี้สงสารเพื่อนนักศึกษาที่เสียหาย เพราะวันที่ไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพซึ่งเราก็แปลกใจว่าทำไมผู้ก่อเหตุไม่มาด้วย เพราะหลายคนอยากไปเห็นหน้าจริง ๆ ซึ่งในวันนั้นเพื่อนนักศึกษาดูเหมือนจะหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่แค่ทหาร รวมไปถึงฝ่ายอื่น ๆด้วย เพราะตอนให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาดูกล้าๆ กลัวๆอยู่ เหมือนไม่แน่ใจว่า ข้อมูลที่ให้ไป จะเป็นปัญหากับตัวเองหรือไม่

ทั้งหมดคือ เสียงหลงจากเหตุการณ์ทหารใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ คุกคาม นักศึกษาหญิง แม้นเหตุการณ์จะเริ่มซาไปบนหน้าสื่อ แต่กลับไม่ได้หายไปจากความรู้สึกของนักศึกษาชายแดนใต้คนอื่นๆ

9165 Total Views 80 Views Today