“หลงผิด-จิตวิญญาณ-กินงบประมาณ…ไฟใต้ไร้ทางมอด”

โดย บก.ข่าวอาวุโส ปกรณ์ พึ่งเนตร

เหตุการณ์ปล้นรถปิคอัพรวมทั้งหมด 7 คันเพื่อทำคาร์บอมบ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาพสะท้อนความจริงที่ว่า ไฟใต้คงไม่มอดดับลงง่ายๆ สัญญาณที่ดูดีหลายประการ ผู้เกี่ยวข้องต้องนำมาทบทวนใหม่ว่าเป็นแค่ “มายาคติ” หรือไม่

หนึ่งในผู้ร่วมในเหตุการณ์ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะปะทะกับเจ้าหน้าที่ (รถกระบะบรรทุกระเบิดที่พบบริเวณรอยต่อ อ.เทพา จ.สงขลา กับ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) เป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 25-26 ปี มีการศึกษา มีการมีงานทำ หากเขาไม่ได้ถูกหลอกหรือถูกบังคับไปเหมือนที่คนใกล้ชิดบางคนเชื่อ ก็แสดงว่ายังมีคนรุ่นใหม่ (ที่มีการศึกษา ไม่ใช่ติดยาไร้อนาคตอย่างที่เจ้าหน้าที่บางคนชอบพูด) เข้าร่วมในขบวนการต่อสู้กับรัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง

ด้านหนึ่งฝ่ายความมั่นคงประกาศความสำเร็จผ่านโครงการ “พาคนกลับบ้าน” เพราะมีบรรดาแนวร่วม หรือพวกที่เคยก่อเหตุรุนแรง มีหมายจับ หมาย พ.ร.ก. เข้ารายงานตัวเป็นจำนวนมาก (ตัวเลขปัจจุบัน 4-5 พันคนแล้ว)

แต่มีข้อมูลอีกมุมหนึ่งระบุว่า แท้ที่จริงขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐเอง อย่างบีอาร์เอ็น ก็สนับสนุนโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ด้วยเช่นกัน เนื่องจากบรรดาแนวร่วมที่ต้องการเข้าโครงการ บ้างก็หมดไฟ บ้างก็มีลูกเมียทำให้ห่วงครอบครัว บ้างก็ติดหมายจับจนขยับตัวไม่ได้ (อยู่ในขบวนการต่อไปก็ไม่มีประโยชน์) การมีโครงการนี้จึงเท่ากับเป็นช่องทางการ Rotate หรือหมุนเวียนสับเปลี่ยนคนในขบวนการ เอาคนเก่าๆ ออกไป เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามา

ขณะที่คนเก่าก็ได้กลับบ้าน มีรัฐจ่ายเงิน หาที่ดินทำกิน ฝึกงานฝึกอาชีพให้อีก พูดง่ายๆ เท่ากับว่าขบวนการไม่ต้องรับภาระดูแลแนวร่วมวัยเกษียณว่างั้นเถอะ เงื่อนไขมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าบอกข้อมูลภายในของขบวนการให้ฝ่ายรัฐทราบ หรือถ้าจำเป็นต้องบอก ก็บอกเฉพาะข้อมูลที่ตกลง (เตี๊ยม) กันไว้แล้วเท่านั้น

ขณะที่คนใหม่ๆ ที่เข้าร่วมขบวนการ ล้วนไฟแรง และพร้อมสู้ตาย สังเกตเวลาเจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมตรวจค้น แม้จะนำกำลังไปเป็นร้อย บางเคสถึงกับเอารถหุ้มเกราะรุ่นใหม่เข้าไปเพื่อจับคนคนเดียวก็ยังเคยทำมาแล้ว แต่คนที่เป็นแนวร่วมก็ไม่ยอมมอบตัว กลับสู้จนตัวตาย ทำให้คนในพื้นที่นับถือหัวใจ แม้จะไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงก็ตาม (ต้องไม่ลืมว่ารัฐก็ใช้ความรุนแรงเช่นกัน ฉะนั้นการวิสามัญฯคนที่รัฐเรียกว่า “โจร” ไม่ได้ทำให้รัฐได้แต้มต่อ หรือได้คะแนนจากคนในพื้นที่)

หลายปีมาแล้ว ทุกครั้งที่มีการวิสามัญฯ หรือแม้แต่มีผู้เข้าร่วมโครงการ “พาคนกลับบ้าน” รัฐจะเรียกคนเหล่านี้ว่า “ผู้หลงผิด” แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ถูกจับโดยกฎหมายพิเศษ พวกเขาไม่ยอมกินข้าวกินน้ำในช่วง 2 วันแรกที่ห้ามญาติเยี่ยม แต่ใช้วิธี “ปอซอ” หรือ “ถือศีลอด” เพราะเชื่อว่าในน้ำหรือข้าวของเจ้าหน้าที่อาจมียาพิษ

ถ้ารัฐเรียกการต่อสู้แบบนี้ว่า “หลงผิด” ก็ต้องบอกว่าเป็นการ “หลงผิด” ที่ไปไกลสุดกู่ จนอาจเรียกได้ว่าชุดความเชื่อของพวกเขาเป็น “อุดมการณ์” หรือ “จิตวิญญาณ” อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน โดยเฉพาะหลายคนที่ยอมสู้จนตัวตาย (แถมไล่คนไม่เกี่ยวให้มอบตัว คือยอมตายเดี่ยว ไม่ให้เดือดร้อนคนอื่น) แบบนี้ถึงจะไม่เรียกว่า “พลีชีพ” แต่ก็ใกล้เคียง

ถามว่าวันนี้ฝ่ายรัฐมี “ชุดความเชื่อ” อะไรไปต่อสู้ “ชุดความเชื่อ” ลักษณะนี้ ซ้ำร้ายยิ่งอัดงบพัฒนาลงพื้นที่ งบก็ตกหล่นระหว่างทาง โครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ เหมือนที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการสอบสวน 4 โครงการฉาวของ ศอ.บต.อยู่ในขณะนี้ และพบว่าข้อกล่าวหาทุกโครงการมีมูล (ติดตั้งเสาไฟโซลาร์เซลล์พันล้าน แต่ไฟติดๆ ดับๆ ชำรุดจำนวนมาก, สร้างสนามฟุตซอลแต่ถูกทิ้งร้าง หลายแห่งพังเสียหาย, จ้างบริษัทล้มละลายรับงานปรับปรุงมัสยิด 300 ปี มูลค่า 149 ล้าน และซื้อโรงแรมร้าง “ชางลี” มาปรับปรุงเป็นสำนักงานใหม่ของ ศอ.บต.)

ชุดความเชื่อที่ทำให้คนออกมาต่อสู้กับรัฐเป็นอย่างไรยังไม่รู้ชุด แต่ที่รู้แน่ๆ คือชุดปัญหาที่ชายแดนใต้น่าจะสรุปได้แบบนี้

หลงผิด-จิตวิญญาณ-กินงบประมาณ…ไฟใต้หมดทางมอด!

ที่มา…https://www.facebook.com/PakornPuengnetr/posts/1431876336860696

 

อ้างอิงรูปภาพ….bangkokbiznew

 

 

7105 Total Views 86 Views Today